ตอนที่ 8
ความจริง*
เมเปิดกล่องสีน้ำตาลนั้นออกดู ตั้งแต่วันที่ได้รับมันมา มันก็ถูกทิ้งไว้บนรถแบบนั้น เมไม่ได้สนใจมันมากนัก
“ก็ตอนนั้น…แก้ว...”
เมื่อคิดถึงเรื่องนั้น เมเกิดเจ็บแปลบใจขึ้นมา ฉันคงไม่มีวันตามหาแก้วพบแล้วล่ะกระมังแบบนี้ ฉันควรทำอย่างไรดี มือหนึ่ง ควานหาของที่อยู่ในกล่อง อีกมือหนึ่ง เมจับพวงมาลัยของรถ มุ่งหน้าไปตามทางด่วนราวกับเจ้าเครื่องจักรกลนี้รู้ทิศทางที่มันจะไปเอง สายตาจับจดอยู่ที่ถนนเบื้องหน้า ในขณะที่สมองครุ่นคิดถึงสถานที่ต่างๆที่เด็กสาวพอจะหลบซ่อนตัวได้
“ก็ไม่มีที่ไหนแล้ว เว้นแต่…”
สถานที่ที่เมไม่อยากจะเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่กระนั้น ก็ไม่มีที่อื่นแล้วจริงๆ…
****
ปิ๊ง ป่อง
เสียงกดกริ่งประตูหน้าบ้านของแก้ว หลังประตูนั้น คือบ้านหลังใหญ่ฉาบด้วยสีขาวสะอาดตา หลังคาแดง และรั้วสีน้ำตาล มองเผินๆไม่ว่าใครก็คงคิดฝันอยากจะได้บ้านลักษณะแบบนี้เป็นเป้าหมายของชีวิต รถสองคันหรูที่เพียงแค่ปราดตามองก็พอเดาราคาที่เฉียด 9 หลักของมันได้ มันวับจนแสงสะท้อนเข้าตาของเม ไม่นานนัก ผู้ใหญ่ท่าทางใจดีก็เดินออกมาจากประตู เปิดประตูอย่างสุภาพและถามเมด้วยเสียงที่ฟังสุภาพและอ่อนโยนพอกันบ่งบอกถึงมารยาทและการขัดเกลามาอย่างดี
“สวัสดีครับ เอ่อ… ไม่ทราบมาหาใครเหรอครับ”
ภาพผู้ชายร่างใหญ่ที่ดูแสนอบอุ่นนี้ แทบเกือบจะทำให้เมไม่กล้าถามคำถามที่เตรียมมาอย่างดี
“เอ่อ ดิฉันเป็นเพื่อนของแก้วค่ะ” ฉับพลันได้ยินชื่อลูกสาวคนเดียว ชายร่างใหญ่เปลี่ยนสีหน้าทันควัน พร้อมทั้งหลบตา เมมองไม่ออกว่าเป็นสายตาที่แสดงความรู้สึกอย่างไร รู้สึกผิดหรือ หรือว่ารู้สึกสับสนกันแน่
“คือ ดิฉัน… แค่อยากจะทราบว่า แก้วได้ติดต่อมาที่นี่บ้างไหมคะ หรือว่า…ได้แวะมาบ้างหรือเปล่า” ชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นพ่อหันขวับมาจ้องตาเม ราวกับจะเค้นหาความจริงอะไรสักอย่างจากในตานั้น เมรีบเสริม “คือว่าไม่ได้ติดต่อแก้วมานานแล้วน่ะค่ะ เลยอยากพบ”
ถอนหายใจ พ่อของแก้วหันหน้าเข้าภายในตัวบ้าน พร้อมเชื้อเชิญเมให้เข้ามา จำเป็นที่จะต้องคุยนานหรืออย่างไรนะ เมคิด สองตามองกวาดไปรอบบ้าน เผื่อจะเห็นวี่แววของเด็กสาวที่อาศัยอยู่ที่นี่ แต่ทว่า บ้านกลับดู “สะอาด” ราวกับไม่มีผู้อาศัยอยู่ ดูราวกับเป็นบ้านตัวอย่างอย่างนั้นล่ะ เมคิด
“ถ้าจะให้พูด คงต้องเรื่องยาวหน่อยนะ…” เมรับน้ำที่มีแม่บ้านมาเสิร์ฟแล้วดื่มไปหนึ่งอึก รู้สึกคอแห้งผากราวกับไม่ได้ดื่มน้ำมานาน ใจภาวนาขอให้เรื่องที่จะได้ฟังเป็นเรื่องดี และขออย่าให้เกิดอะไรร้ายๆขึ้นกับเธอเลย…
“ผม…ผิดเองล่ะ ที่ดูแลแกไม่ดี เด็กแค่นั้น หายไปไหน ผมก็ยังไม่รู้ หายไปไม่บอกไม่กล่าว ดีที่บ้านมีกันอยู่สองคน เลยไม่เป็นเรื่องวุ่นวายอะไรมาก…แต่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่วุ่นวายใจนะ” พ่อของแก้วรีบเสริม หลังจากเห็นเมมองเขม็ง พ่อของแก้วคงเป็นตัวแปรเดียวที่จะรู้สภาพจิตใจของแก้วได้ดีที่สุด ได้โปรดพูดอะไรที่จะทำให้รู้ข้อมูลมากขึ้นสักนิดเถอะ
“ผมต้องขอโทษจริงๆ ที่ไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรได้เลย เพื่อนของแกมีใครบ้าง บอกตามตรงผมก็ไม่ค่อยรู้จัก ถ้าคุณอยากจะขึ้นไปดูห้องของแกก็ได้นะ ผมไม่ได้ยุ่งอะไรกับมันเลย มีแต่คุณแม่บ้านเขาจะคอยจัดเก็บให้สะอาดก็แค่นั้น”
****
กลิ่นไอของแก้วลอยเข้ากระทบจมูก เมรู้สึกอยากจะร้องไห้ขึ้นมาอย่างแปลกๆ ตั้งแต่เกิดมา ทำไมฉันถึงได้จริงจังกับความรักครั้งนี้มากขนาดนี้นะ จะว่าเป็นในเชิงชู้สาวเสียเต็มประดาก็ไม่ใช่ แต่จะให้พูดเด็ดขาดว่าไม่ต้องการเธอเลยก็พูดไม่ได้…
เมวาดมือไปตามสิ่งของต่างๆที่เจ้าของห้องนี้น่าจะเคยสัมผัส เตียง… ตู้…โต๊ะเรียน ช่างดูเป็นระเบียบเรียบร้อยสมกับเป็น “ลูกคุณหนู” ใครเล่าจะรู้ว่าเบื้องหลังสิ่งสวยงามที่จัดเตรียมไว้อย่างดีจะมีอะไรดำมืดซ่อนอยู่…
เมมองออกไปนอกหน้าต่าง แก้วมองออกจากห้องนี้แบบนี้ทุกวันหรือเปล่านะ หน้าต่างห้องค่อนข้างเล็ก มีอะไรกระอุกกระอักเกิดขึ้น คงไม่มีใครมองเห็น หรือถึงมองเห็นก็อาจไม่มีใครสนใจ แน่ล่ะ หมู่บ้านของคนรวยแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับใจกลางเมือง ที่ผู้คนต่างเร่งรีบทำเรื่องของตัวเองให้สำเร็จ คงไม่มีคำว่า “เพื่อนบ้าน” ที่นี่
เมลองเปิดลิ้นชักออก ตามคาด ภายในจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนมากเป็นกระดาษไว้สำหรับโน้ตย่อ เมเปิดมาจนถึงลิ้นชักสุดท้าย เห็นสมุดที่มีรูปสตรอเบอร์รี่สีแดงสดอยู่บนปก เปิดดูเนื้อหาภายใน เก็บเอาไปด้วยดีกว่า อย่างน้อยจะรู้ว่าเธอติดต่ออะไรกับใครบ้าง ภายในสมุดนอกจากมีหมายเลขของเพื่อนๆแล้ว ยังมีเขียนๆข้อความไว้ด้วย อาจจะช่วยให้รู้ว่าแก้วจะไปที่ไหนมากขึ้น
เมเอาสมุดเล่มหนานั้นใส่กระเป๋าของตนไป ควักปิ่นปักผมออกมาดู พลางนึกถึงพ่อของแก้วที่พูดว่า “เอ…ไม่ทราบเลยครับ ทำไมเหรอครับ แก้วมีอะไรกับปิ่นนี่หรือครับ”
“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรค่ะ”
เมถอนหายใจ คราวนี้เธอคงต้องพยายามด้วยตัวเองแล้ว คงมีแต่เธอจริงๆในโลกนี้ที่เข้าใจและรู้จักเด็กผู้หญิงคนนี้ดีที่สุด เบาะแสที่ดีที่สุดน่ะเหรอ หึ เมนึกถึงใครไม่ออกแล้วนอกจากตัวเธอเอง ที่อยู่กับแก้วและปฏิสัมพันธ์กับเธอมากที่สุด เมเคาะหัวตัวเองเบาๆ
“ยัยโง่เอ๊ย คิดให้ออกสิ ถ้าไม่ใช่เธอแล้วใครจะรู้”
พอเสียทีกับการตามถามคนอื่นไปทั่ว เมพยายามครุ่นคิดในหัว นึกให้ออกถึงสถานที่ต่อไปที่เธอควรจะไป เธอควรจะใช้ความรู้สึกมากกว่าเหตุผลสินะ งานนี้ เลขานุการเจ้าระเบียบอย่างเธอน่ะเหรอที่ต้องเชื่อเรื่องอารมณ์ความรู้สึกก่อนเหตุผล
แน่ล่ะสิ หลักฐานก็คือที่เธอโดดงานออกมาเพียงเพื่อมาตามหาผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียวนี้ไงล่ะ
เมเกาหัวแกรกแล้วเดินขึ้นรถ สตาร์ทและออกตัวไปอย่างรวดเร็ว เธอเริ่มนึกออกแล้วว่าแก้วจะไปที่ไหน เธอไม่น่าคิดมากให้ยุ่งยากมาตลอดแบบนี้เลย*
ตอนที่ 9
ต้องการให้เป็นจุดเริ่มต้น*
ของเหลวใสไหลลงมาจากศีรษะอย่างช้าๆ แก้วยกมือขวาขึ้นสัมผัส มันควรจะเป็นสีแดงสด น่าเกลียด แต่มันกลับใส และดูไม่น่ากลัวสักนิด แก้วยิ้มให้กับสิ่งที่เห็น แล้วเริ่มสงสัยว่าตัวเองมีชีวิตอยู่มาได้อย่างไร กับเลือดที่ดูเหมือนน้ำเปล่านี้
เขายืนอยู่ตรงนั้น เขาต้องยอมรับว่าขาของเขาสั่น เขาเห็นอะไรในชีวิตมาก็มาก แต่ก็ไม่เคยคิดว่า ภาพเด็กสาวตัวเล็กๆถูกทำร้าย จะทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาแบบนี้ได้ ผู้ชายคนนั้นเหมือนไม่ใช่คน ไม่สิ เหมือนไม่เห็นว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นคนต่างหาก เขาทุบเธอ เขวี้ยงเธอ โยนของใส่ ราวกับเธอเป็นของไม่มีค่ายิ่งกว่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่ง ร่างของเด็กสาวปลิวว่อนตามแรงเหวี่ยง กระแทกเข้าติดกำแพง พร้อมกระถางต้นไม้ที่เหวี่ยงตามมา เศษกระถางที่กระเด็นโดนศีรษะของเธอเล็กน้อย เลือดสีแดงไหลลงมาเป็นทาง แต่น่าแปลก เลือดนั่นดูจางมาก จนไม่น่าจะเป็นเลือด หรือว่าเลือดของเด็กผู้หญิงคนนี้ไหลออกจนหมดตัวแล้วนะ หรือว่าจริงๆแล้ว เธอไม่มีชีวิตเหลืออยู่ภายในแล้ว อย่างนั้นเหรอ
เขามองภาพเบื้องหน้าแบบขยับตัวไปไหนไม่ได้ ไม่ว่าจะร้องเรียกขอความช่วยเหลือ หรือจะวิ่งหนีไป เขาก็ทำไม่ได้ทั้งนั้น ร่างของเธอเหวี่ยงปลิว เสียงของเธอกรีดร้องออกมาเบาๆคล้ายตกใจกลัว แต่สีหน้าของเธอกลับสงบนิ่ง ทำให้ภาพที่น่าสยดสยองนี่ เลวร้ายเพิ่มเป็นหลายเท่า ส่วนที่ร้ายที่สุด น่าจะเป็นตอนที่ชายร่างใหญ่นั่นฉีกเสื้อของเธอออก แล้วตะโกนกึ่งตะคอกใส่หน้าของเธออย่างไม่ใยดีว่า “อยากนักใช่ไหม ผู้ชายน่ะ ไปซะ นังแพศยา”แล้วเดินออกมาจากประตูบ้านราวกับเพิ่งเสร็จกิจวัตรประจำวันอีกหนึ่งอย่าง เขาสวมรองเท้า เดินออกมาอย่างไม่ได้หันมองกลับไป
แน่นอนว่าผู้ชายคนนั้นต้องเดินสวนเขา และเห็นเขาอย่างแน่นอน ภาพผู้ชายคนนี้ใส่สูททะมัดทะแมงพร้อมไปทำงาน ยืนจัดเนคไทให้เข้าที่ที่หน้าบ้าน ก่อนจะออกเดินทางไปทำงานด้วยรถคันหรูนั้นช่างขัดตายิ่งนัก เมื่อเห็น เด็กผู้หญิงคนนั้น
แก้วนอนหอบหายใจอยู่ที่พื้น ศีรษะเธอมีเลือดเล็กน้อยไหลลงมาเป็นทาง เขามองเสื้อผ้าของเธอที่ขาด วินาทีก่อนที่กระถางต้นไม้จะลอยมานั้น เธอสบตาเขา และเมื่อเธอเห็นเขายืนอยู่ที่ตรงหน้า เธอหันหลบหน้าไป วินาทีเดียวกับที่กระถางลอยมา ตอนนั้นเธอร้องไห้ เขาสาบานได้ว่าเห็นน้ำตาไหลออกมาจริงๆ แต่จะไหลออกมา เพราะความเจ็บปวดที่ได้รับ หรือว่าไหลออกมาเพราะเขามาเห็นเธอสภาพอย่างนี้นั้น เขาไม่รู้ได้
เขายังคงยืนนิ่งอยู่ ที่หน้าบ้านนั้น ไม่มีเรี่ยวแรงจะขยับไปไหน
ฉับพลัน เธอยิ้ม ยิ้มออกมาจริงๆ โดยที่ไม่ได้เปลี่ยนระดับสายตา เธอพูดขึ้นด้วยเสียงอันเบา
“ช่วยพยุงขึ้นหน่อยได้ไหมคะ เขาคงไปแล้วล่ะ”
เธอยิ้มที่มุมปาก
ชินก้าวออกไป ทั้งที่ขาของเขายังสั่น เขาพยุงร่างของแก้วขึ้นนั่งพิงกำแพง เนื้อตัวช่างเบา ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมถึงได้เหวี่ยงจนปลิวได้ขนาดนั้น เขาเห็นของเหลวใสมีสีแดงนิดๆปนอยู่ ไหลลงมาที่ขมับข้างซ้ายของเธอ ดวงตาของเธอดูโรยริน เหนื่อยอ่อน
“เธอ… อยากจะให้ฉันทำยังไง…”
เธอยิ้ม
“ไม่ต้องทำอะไรหรอกค่ะ ก็เห็นหมดแล้วนี่…”
เธอยิ้ม ถอนหายใจ
ใช่แล้ว แม่สาวน้อยของผม เธอกำลังยิ้ม ยิ้มอย่างอ่อนโยนและอบอุ่น ในสถานการณ์แบบนี้
ผมพยายามยิ้มบ้าง พลางใช้มือของผมเช็ดเอาเลือดที่ปรกหน้าเธออยู่ออกไป เหงื่อของเธอผุดเต็มใบหน้า แต่สีหน้า ช่างอ่อนโยนยิ่งนัก ราวกับคนที่ไม่ได้พักผ่อนมานาน แล้วได้นั่งใต้ต้นไม้ ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศร่มรื่น ร่วมกับคนรัก*